รีวิว Nine Stories | เรื่องสั้นที่ซ่อนความลับไว้ในทุกประโยค
มีหนังสือบางเล่มที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่ออ่านเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่สำหรับหนังสือเล่มนี้... ครั้งแรกคือความงุนงง ครั้งที่สองคือการค้นพบ และครั้งต่อๆ ไปคือการดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดที่งดงาม
ขอต้อนรับสู่โลกของ "Nine Stories (ไนน์สตอรีส์)" ผลงานรวมเรื่องสั้นระดับคลาสสิกของ J.D. Salinger (ผู้เขียน The Catcher in the Rye) ที่จะพาคุณไปสำรวจซอกหลืบของจิตใจมนุษย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านบทสนทนาที่คมคายและสัญญะที่ซ่อนเร้น
"นี่เป็นหนังสือที่ผมอยากให้คุณลองอ่านมันสักครั้งในชีวิต... แม้ว่าอ่านจบแล้วคุณอาจจะต้องพึ่งพา Google เพื่อทำความเข้าใจมันก็ตาม"
9 เรื่องสั้น กับความพังทลายของ "ตระกูลกลาส"
หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องสั้น 9 เรื่องที่ดูเหมือนจะจบในตัว แต่หลายเรื่องมีความเชื่อมโยงกันผ่านตัวละครใน "ตระกูลกลาส (Glass Family)" กลุ่มพี่น้องอัจฉริยะ 7 คน ที่มีความฉลาดล้ำลึก เข้าใจโลกมากเกินไป จนกลายเป็นคำสาปที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมปกติได้
ฉากหลังของเรื่องอยู่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตัวละครต่างแบกรับบาดแผลทางใจ (Trauma) และพยายามดิ้นรนหาทางออก ท่ามกลางสังคมทุนนิยมที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจพวกเขาเลย
คู่มือการอ่าน: ทำไมต้อง "ถอดรหัส"?
อย่างที่ผมเกริ่นไปครับว่า ถ้าคุณอ่านรอบแรกแบบผ่านๆ คุณอาจจะรู้สึกว่า "นี่มันเรื่องอะไรกัน?" หรือ "จบแล้วเหรอ?" เพราะซาลินเจอร์ไม่ได้เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา แต่เขาซ่อนความหมายไว้ใน "ทุกประโยค ทุกการกระทำ และทุกตัวอักษร"
วิธีที่จะสนุกกับเล่มนี้คือ อ่านจบหนึ่งเรื่อง -> ไปหาบทวิเคราะห์อ่านต่อ แล้วคุณจะพบว่าเรื่องสั้นธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง มันลึกซึ้งระดับจักรวาล ผมเลยทำเครื่องมือช่วยถอดรหัสตัวอย่างเรื่องเด่นๆ มาให้ลองเล่นกันครับ
เครื่องมือถอดรหัสสัญญะ
คลิกแถบด้านบนเพื่อเลือกเรื่องสั้น
ชายหนุ่ม "ซีมัวร์" เล่าเรื่องตลกให้เด็กหญิงฟังที่ชายหาด เกี่ยวกับ "ปลากล้วย" ที่ว่ายเข้าไปในถ้ำ กินกล้วยเข้าไปจนตัวอ้วน และไม่สามารถว่ายออกจากถ้ำได้จนต้องตาย
"ปลากล้วย" คือสัญลักษณ์ของความโลภในโลกวัตถุนิยม หรืออาจหมายถึงตัวซีมัวร์เองที่ดูดซับ "ประสบการณ์อันเลวร้ายจากสงคราม" ไว้มากเกินไป จนสูญเสียความไร้เดียงสาและไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมปกติ (ออกจากถ้ำ) ได้อีกแล้ว นำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
ทหารอเมริกันผู้เหนื่อยล้าได้พบกับเด็กสาวชื่อ "เอสเม่" ในร้านน้ำชาก่อนวัน D-Day เธอสัญญว่าจะเขียนจดหมายหา และเขาก็ได้รับนาฬิกาข้อมือของเธอในเวลาต่อมา
เรื่องนี้พูดถึง "ความรักและความสกปรก (Love and Squalor)" ท่ามกลางความสกปรกโหดร้ายของสงคราม ความไร้เดียงสาและความปรารถนาดีของเอสเม่ (ผ่านนาฬิกาที่หน้าปัดแตกแต่ยังเดินอยู่) คือสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตวิญญาณที่แตกสลายของทหารหนุ่มให้กลับมา "ครบสมบูรณ์" อีกครั้ง
พี่เลี้ยงหนุ่มเล่าเรื่อง "ชายหัวเราะ" ฮีโร่หน้าอัปลักษณ์ให้กลุ่มเด็กๆ ฟังทุกวัน แต่เมื่อความรักของพี่เลี้ยงกับแฟนสาวจบลง เรื่องเล่าของชายหัวเราะก็จบลงอย่างน่าเศร้าเช่นกัน
การตายของชายหัวเราะคือ "จุดจบของความไร้เดียงสา" ของเด็กๆ ในกลุ่ม และเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวในโลกความจริงของตัวผู้เล่าเอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าโลกของผู้ใหญ่ที่โหดร้าย สามารถทำลายโลกจินตนาการของเด็กๆ ได้อย่างง่ายดายเพียงใด
รีวิวหลังอ่าน: งานศิลปะที่ต้องใช้เวลาตกผลึก
ผมมั่นใจว่าถ้าคุณอ่านเล่มนี้รอบแรก คุณอาจจะไม่เข้าใจอะไรเลย (เหมือนผม 555) แต่ความสนุกมันเริ่มหลังจากนั้นครับ พอเราอ่านจบเรื่องนึง แล้วไปค้นหาบทวิเคราะห์ มันเหมือนเราได้เปลี่ยนแว่นตาใหม่ แล้วกลับไปมองเรื่องเดิมในมุมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ภาษาของซาลินเจอร์มีความคมคาย เสียดสี และซ่อนนัยยะไว้ในทุกบริบท จนผมอยากจะทำคลิปแยกอธิบายทีละเรื่องเลยครับ แนะนำจริงๆ ว่านี่คือหนังสือที่คุณ "ควรอ่านสักครั้งในชีวิต" แล้วตามด้วย Franny and Zooey เพื่อเติมเต็มจักรวาลของตระกูลกลาสให้สมบูรณ์ครับ
จุดที่ชอบ
- ภาษาที่คมคายและบทสนทนาที่เฉียบแหลม
- ความลึกซึ้งของเนื้อหาที่ตีความได้ไม่รู้จบ
- สะท้อนความเป็นมนุษย์ที่เปราะบางได้อย่างงดงาม
- เป็นหนังสือที่ "โตไปพร้อมกับผู้อ่าน"
ข้อควรระวัง
- ไม่เหมาะกับการอ่านเพื่อความบันเทิงเบาสมอง
- ต้องใช้สมาธิและการค้นคว้าเพิ่มเติมสูงมาก
- อาจทำให้รู้สึกหดหู่หรือตั้งคำถามกับชีวิต
บทสรุป: ความคลาสสิกที่ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง
Nine Stories คือหนังสือที่ท้าทายสติปัญญาและอารมณ์ของผู้อ่านอย่างถึงที่สุด มันอาจจะไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่าย แต่ถ้าคุณยอมเปิดใจและดำดิ่งไปกับมัน คุณจะพบว่านี่คืองานศิลปะชิ้นเอกที่คุ้มค่ากับการเสียเวลา "สักครั้งในชีวิต" จริงๆ ครับ

แชร์บทความนี้