Absurdism | หากโลกไร้ความหมาย เรายังควรลุกจากเตียงอยู่ไหม?
เคยไหมที่จู่ๆ ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เรากำลังทำอะไรอยู่?" ท่ามกลางกิจวัตรซ้ำๆ อย่างการตื่นนอน, ทำงาน, กินข้าว, แล้วก็นอน... ทั้งหมดนี้เพื่ออะไรกันแน่? หากความรู้สึกนี้เคยผ่านเข้ามาในความคิดของคุณ ยินดีด้วยครับ คุณอาจกำลังสัมผัสกับแก่นแท้ของปรัชญาที่เรียกว่า Absurdism
Absurdism คืออะไร?
Absurdism หรือ "ปรัชญาแห่งความไร้สาระ" ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในชีวิตเป็นเรื่องตลกโปกฮา แต่แก่นของมันคือ "ความขัดแย้ง" ระหว่างสองสิ่ง:
- ความปรารถนาของมนุษย์ที่จะค้นหา "ความหมาย" หรือ "เป้าหมายสูงสุด" ของชีวิต
- ความเงียบงันของจักรวาลที่ไม่เคยให้คำตอบนั้นกับเราเลย
ความตึงเครียดระหว่างการตั้งคำถามที่ไม่สิ้นสุดของเรากับความว่างเปล่าของคำตอบนี่เองคือ "ภาวะไร้สาระ" (The Absurd) มันคือการตระหนักว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่โหยหาเหตุผล... ในจักรวาลที่ไม่มีเหตุผลใดๆ มารองรับ
จุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกรู้จัก Absurdism
แนวคิดนี้ถูกทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางโดยนักปรัชญาและนักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศส อัลแบร์ กามู (Albert Camus) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางความรู้สึกเคว้งคว้างและสูญเสีย กามูได้นำเสนอแนวคิดนี้ผ่านงานเขียนชิ้นสำคัญอย่าง "The Myth of Sisyphus" (ตำนานซิซิฟัส)
ซิซิฟัสคือวีรบุรุษในตำนานกรีกที่ถูกลงโทษให้เข็นหินก้อนยักษ์ขึ้นไปบนยอดเขาชั่วนิรันดร์ ทุกครั้งที่เขาใกล้จะถึงยอด หินก็จะกลิ้งกลับลงมาที่เดิมเสมอ... ช่างเป็นการกระทำที่ไร้ความหมายและซ้ำซาก เหมือนกับชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่กามูเสนอว่า ช่วงเวลาที่ซิซิฟัสเดินลงจากเขาเพื่อไปเข็นหินอีกครั้งนั่นแหละคือช่วงเวลาที่เขามี "อิสระ" เขาตระหนักในชะตากรรมอันไร้สาระของตน แต่ก็ยังเลือกที่จะ "เข็นต่อไป" การยอมรับและกบฏต่อความไร้สาระนี่เองคือหัวใจของ Absurdism
หนทางเดียวที่จะรับมือกับโลกที่ไร้อิสรภาพ คือการมีอิสระอย่างที่สุดจนการมีอยู่ของคุณกลายเป็นการกบฏ
The Stranger: หนังสือที่เปลี่ยนวิธีมองโลก
หาก "The Myth of Sisyphus" คือภาคทฤษฎี "The Stranger" (คนนอก) ก็คือภาคนิยายที่ทำให้ Absurdism มีชีวิตขึ้นมา ตัวเอกของเรื่อง เมอร์โซ (Meursault) คือชายที่ใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่ร้องไห้ในงานศพแม่, ไม่รู้สึกรักแฟนสาวอย่างที่สังคมคาดหวัง, และลงมือฆ่าคนบนชายหาดเพียงเพราะ "ดวงอาทิตย์มันจ้าเกินไป" เขาคือ "คนนอก" ของสังคม เพราะเขาปฏิเสธที่จะเล่นละครตามกฎเกณฑ์และความคาดหวังจอมปลอม การกระทำของเขาอาจดูไร้เหตุผล แต่สำหรับชาว Absurdist แล้ว เขาคือมนุษย์ที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเองอย่างถึงที่สุดในโลกที่ไร้สาระ
เรากำลังมีแนวคิดแบบนี้อยู่ไหม?
ลองถามตัวเองดู... คุณเคยรู้สึกเบื่อหน่ายกับเป้าหมายที่สังคมมอบให้ (เรียนดีๆ, งานดีๆ, แต่งงาน, มีบ้าน) หรือไม่? คุณเคยเลือกทำอะไรบางอย่างเพียงเพราะมัน "รู้สึกดี" ณ ขณะนั้น โดยไม่สนใจผลลัพธ์ในระยะยาวไหม? หรือคุณเคยหัวเราะให้กับโชคร้ายของตัวเอง เพราะรู้สึกว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี? ถ้าใช่... แนวคิดแบบ Absurdist อาจอยู่ใกล้ตัวคุณกว่าที่คิด
แบบสำรวจ Absurdism
มาดูกันว่าความคิดของคุณ "ไร้สาระ" แค่ไหน
1. คุณเคยรู้สึกว่ากิจวัตรประจำวัน (ตื่น, ทำงาน, นอน) ดูไร้จุดหมายไหม?
2. คุณเชื่อว่าจักรวาลมี "เป้าหมายสูงสุด" สำหรับมนุษย์หรือไม่?
3. คุณให้คุณค่ากับ "ประสบการณ์" ส่วนตัว มากกว่า "ความคาดหวัง" ของสังคมใช่ไหม?
ผลลัพธ์ของคุณ:
ผิดไหมที่เป็น Absurdist?
ไม่ผิดเลย! สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า Absurdism ไม่ใช่ Nihilism (สุญนิยม) ที่เชื่อว่าทุกสิ่งว่างเปล่าและไม่มีอะไรดีงาม แต่ Absurdism คือการยอมรับว่า "แม้ชีวิตจะไม่มีความหมายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่เราสามารถสร้างคุณค่าและความสุขขึ้นมาได้เอง"
กามูเสนอทางออก 3 ประการเมื่อเราเผชิญหน้ากับความไร้สาระ: การกบฏ (Revolt), อิสรภาพ (Freedom), และ แรงปรารถนา (Passion)
- กบฏ: คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปและปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อความไร้สาระ
- อิสรภาพ: คือการตระหนักว่าเมื่อไม่มีกฎเกณฑ์สวรรค์ เราก็เป็นอิสระที่จะใช้ชีวิตตามคุณค่าที่เราเลือกเอง
- แรงปรารถนา: คือการใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นและดื่มด่ำกับทุกประสบการณ์ เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่เรามี
ดังนั้น การเป็น Absurdist ไม่ใช่การยอมจำนนต่อความว่างเปล่า แต่คือการเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยงบนเวทีที่เงียบงันและมืดมิด มันคือการ "มีความสุข" กับการเข็นหินของเราเอง... ในทุกๆ วันของชีวิต

แชร์บทความนี้